ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา
ตอน การมาแวะเยือนของเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น พร้อมลูกเรือและกำลังพลประมาณ ๕,๐๐๐ นาย
=========================
เมื่อเรือรบลำหนึ่งแล่นเข้าสู่น่านน้ำไทย เราเห็นอะไรมากกว่าเรือรบ
การมาเยือนประเทศไทยของ เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินมิใช่เพียงพาหนะทางทหาร หากเป็นสัญลักษณ์ของกำลังทางทะเล เทคโนโลยี ความสามารถในการส่งกำลังบำรุง และอำนาจทางยุทธศาสตร์ของประเทศเจ้าของเรือ
แต่ในขณะเดียวกัน การที่เรือรบของสหรัฐอเมริกามาแวะพักในประเทศไทย ก็ไม่ควรถูกมองอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงการนำกำลังทหารเข้ามาในภูมิภาค หรือเป็นสัญญาณของความขัดแย้งกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
หากมองอย่างสุขุมและรอบด้าน การเยือนครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง ไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งมิติทางการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การศึกษา การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า
เรือรบอาจเป็นสัญลักษณ์ของกำลัง แต่การต้อนรับเรือรบคือบททดสอบของการทูต
และการทูตที่ดีต้องรู้จักทั้ง มิตรภาพ ความระมัดระวัง และผลประโยชน์ของชาติ
๑. อับราฮัม ลินคอล์น : ชื่อของเรือกับประวัติศาสตร์อเมริกา
ชื่อ Abraham Lincoln มิใช่ชื่อธรรมดา หากเป็นชื่อของประธานาธิบดีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา และเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องเอกภาพของสหรัฐอเมริกาและการเลิกทาส
จึงเป็นเรื่องน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ว่า ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่ของสหรัฐฯ แล่นมาถึงประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ชื่อ “Lincoln” ก็ทำให้เราหวนคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่มีรากฐานยาวนานกว่าความสัมพันธ์ทางทหารในยุคสงครามเย็นเสียอีก
ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และพัฒนาต่อเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย
ประเทศไทยจึงมิใช่ประเทศที่เพิ่งรู้จักสหรัฐอเมริกาในยุคเรือบรรทุกเครื่องบิน หากแต่เป็นมิตรประเทศที่มีประวัติความสัมพันธ์ร่วมกันมาเป็นเวลานาน
๒. จากการทูตสู่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง
เมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๐ โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มีมิติด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ต่อมาในยุคสงครามเย็น ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสัมพันธ์ด้านกลาโหมจึงพัฒนาขึ้น ทั้งการฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนทางทหาร การศึกษา การข่าว และความร่วมมือด้านความมั่นคง
ในเวลาต่อมา การฝึกร่วมทางทหารที่สำคัญ เช่น Cobra Gold ก็กลายเป็นหนึ่งในกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีความต่อเนื่องยาวนานในภูมิภาค
ดังนั้น เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ มาเยือนประเทศไทย จึงควรมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ความสัมพันธ์เชิงสถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มากกว่าจะตีความจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว
๓. แล้วเหตุใดเรือบรรทุกเครื่องบินจึงมีความสำคัญ?
สำหรับนักศึกษารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรือบรรทุกเครื่องบินเป็นตัวอย่างที่ดีของแนวคิดเรื่อง Sea Power หรืออำนาจทางทะเล
ประเทศที่สามารถสร้าง ดูแล และส่งเรือบรรทุกเครื่องบินออกไปปฏิบัติภารกิจไกลจากแผ่นดินของตนได้ ย่อมมีศักยภาพด้าน
กำลังทางเรือ
กำลังทางอากาศ
ระบบข่าวกรอง
การส่งกำลังบำรุง
เทคโนโลยี
การบัญชาการและควบคุม
เครือข่ายพันธมิตร
และความสามารถในการดำเนินยุทธศาสตร์ระยะไกล
เรือบรรทุกเครื่องบินจึงไม่ใช่เพียง “เรือใหญ่ที่มีเครื่องบินอยู่บนเรือ”
แต่เป็น ฐานทัพเคลื่อนที่ในทะเล
อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินในประเทศหนึ่งประเทศใด ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศเจ้าของเรือต้องการทำสงครามกับประเทศนั้นเสมอไป
ในทางการทูตและทางทหาร การแวะเยือนท่าเรือยังมีวัตถุประสงค์เรื่อง
การพักกำลัง – การส่งกำลังบำรุง – การสร้างขวัญกำลังใจ – ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ – การทูตทางทหาร – และการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน
๔. ๒๘๖ วันกลางทะเล : อีกด้านหนึ่งของชีวิตทหารเรือ
สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือสภาพของกำลังพลบนเรือ
รายงานข่าวระบุว่า USS Abraham Lincoln และกำลังพลในภารกิจครั้งนี้อยู่ในทะเลต่อเนื่องถึงประมาณ ๒๘๖ วัน ก่อนการแวะพักในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นการปฏิบัติภารกิจที่ยาวนานอย่างยิ่ง
เมื่อมองจากภายนอก เราอาจเห็นเพียงเรือรบขนาดมหึมา เครื่องบินรบ และกำลังทหารจำนวนหลายพันคน
แต่เมื่อมองจากมุมมนุษย์ เราจะเห็นอีกภาพหนึ่ง
คือ
ลูกชายของใครคนหนึ่ง
ลูกสาวของใครคนหนึ่ง
สามีของใครคนหนึ่ง
ภรรยาของใครคนหนึ่ง
พ่อของลูกคนหนึ่ง
แม่ของลูกคนหนึ่ง
คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลเป็นเวลานาน ห่างไกลครอบครัว และต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การที่ประเทศไทยเป็นสถานที่ให้กำลังพลเหล่านี้ได้ขึ้นฝั่ง พักผ่อน และพบเห็นสังคมไทย จึงมีความหมายในระดับมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าระดับยุทธศาสตร์
๕. ทำไมประเทศไทยจึงมีความสำคัญต่อสหรัฐอเมริกา?
ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทยเชื่อมโยงกับทั้ง
มหาสมุทรอินเดีย
ทะเลอันดามัน
อ่าวไทย
ทะเลจีนใต้
และภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก
ในมุมยุทธศาสตร์ ประเทศไทยจึงมีคุณค่าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตำแหน่งที่ตั้ง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่สะสมมานาน
ไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และความร่วมมือด้านความมั่นคงมีรากฐานมายาวนาน
ด้วยเหตุนี้ การมาเยือนของเรือบรรทุกเครื่องบินจึงสามารถถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก
๖. แต่ประเทศไทยก็ต้องรักษาสมดุล
ตรงนี้เองคือหัวใจของการวิเคราะห์เรื่องนี้
ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด
แต่ประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และประชาชนกับประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรป และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน
ดังนั้น นโยบายต่างประเทศของไทยที่ชาญฉลาดจึงไม่ควรเป็น
“เลือกข้างอย่างสุดโต่ง”
แต่ควรเป็น
“รักษามิตรภาพกับทุกฝ่าย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก”
ประเทศไทยสามารถเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน และทำงานร่วมกับประเทศอาเซียนได้
นี่มิใช่ความย้อนแย้ง
แต่คือ ศิลปะแห่งการทูตของประเทศขนาดกลาง
๗. เรือบรรทุกเครื่องบินกับเศรษฐกิจท้องถิ่น
การมาเยือนครั้งนี้ยังมีอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เศรษฐกิจ
กำลังพลประมาณ ๕,๐๐๐ นายเดินทางเข้ามาพักในประเทศไทยเป็นระยะเวลาประมาณ ๕ วัน ย่อมสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว การค้าปลีก และบริการต่าง ๆ
ในช่วงเวลาที่เรือจอดอยู่บริเวณแหลมฉบังและกำลังพลเดินทางไปพักผ่อนในพัทยา จึงเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามมาอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า
“การทูตที่มีผลทางเศรษฐกิจ”
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้อยู่เพียงในห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศหรือกระทรวงกลาโหมเท่านั้น
แต่สามารถเดินทางมาถึง
โรงแรม
ร้านอาหาร
ร้านค้า
แท็กซี่
บริษัทท่องเที่ยว
และประชาชนธรรมดา
ได้ด้วย
๘. จาก “การทูตทางเรือ” สู่ “การทูตระหว่างประชาชน”
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเยือนครั้งนี้อาจไม่ใช่เครื่องบินรบบนดาดฟ้า
แต่อาจเป็น คน ๕,๐๐๐ คนที่ได้สัมผัสประเทศไทย
และคนไทยจำนวนมากที่ได้พบเห็นพวกเขา
นี่คือสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า People-to-People Relations
เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้สร้างขึ้นจากรัฐบาลกับรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
แต่สร้างขึ้นจาก
คนกับคน
นักเรียนกับนักเรียน
นักศึกษากับนักศึกษา
ทหารกับทหาร
นักธุรกิจกับนักธุรกิจ
และประชาชนกับประชาชน
ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้อาจมีคุณค่ามากกว่าการลงนามในเอกสารทางการทูตเสียอีก
๙. “มิตรภาพ” ไม่ได้หมายความว่า “ต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง”
การเป็นพันธมิตรไม่ได้หมายความว่าไทยต้องเห็นด้วยกับสหรัฐอเมริกาทุกเรื่อง
และการมีความสัมพันธ์กับจีนก็ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องเห็นด้วยกับจีนทุกเรื่อง
ประเทศที่มีอธิปไตยย่อมมีสิทธิ์กำหนดนโยบายต่างประเทศของตนเอง
ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่ดีควรตั้งอยู่บนหลัก
เคารพซึ่งกันและกัน
เคารพอธิปไตย
เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
รักษาผลประโยชน์ร่วม
และเปิดพื้นที่สำหรับความเห็นต่าง
การทูตที่แท้จริงมิใช่การทำให้ทุกฝ่ายคิดเหมือนเรา
แต่คือ การอยู่ร่วมกับผู้ที่คิดต่างกันได้โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์
๑๐. บทเรียนสำหรับประเทศไทย
การมาเยือนของ USS Abraham Lincoln จึงให้บทเรียนแก่ประเทศไทยอย่างน้อย ๕ ประการ
ประการที่ ๑
ภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อการเมืองโลก
ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจึงต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ให้ลึกซึ้ง
ประการที่ ๒
มิตรภาพระหว่างประเทศต้องอาศัยเวลา
ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มิได้สร้างขึ้นในวันเดียว แต่สะสมมาจากประวัติศาสตร์ยาวนาน
ประการที่ ๓
อำนาจทางทหารต้องเดินคู่กับการทูต
เรือรบอาจสร้างอำนาจต่อรอง แต่การทูตเป็นเครื่องมือทำให้อำนาจนั้นถูกใช้โดยไม่กลายเป็นความขัดแย้ง
ประการที่ ๔
ประเทศไทยควรรักษาสมดุล
ในโลกที่มหาอำนาจแข่งขันกันมากขึ้น ประเทศไทยควรใช้ความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายเพื่อเพิ่มทางเลือก ไม่ใช่ลดทางเลือกของตนเอง
ประการที่ ๕
ประชาชนคือหัวใจของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศหนึ่งจะเป็นมิตรกับอีกประเทศหนึ่งอย่างยั่งยืนไม่ได้ หากประชาชนของทั้งสองประเทศไม่รู้จักและไม่เข้าใจกัน
๑๑. เรือรบลำใหญ่กับประเทศเล็กกว่า
เมื่อเรามองเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่ใกล้ประเทศไทย เราอาจรู้สึกถึงความแตกต่างของขนาดอำนาจ
สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจทางทหารของโลก
ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ในโลกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขนาดมิใช่ทุกสิ่ง
ประเทศขนาดกลางสามารถมีบทบาทได้ หากรู้จักใช้
ภูมิศาสตร์
การทูต
เศรษฐกิจ
วัฒนธรรม
ความน่าเชื่อถือ
และความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีเรือบรรทุกเครื่องบินเท่าอเมริกาเพื่อให้มีความสำคัญในเวทีโลก
ประเทศไทยเพียงต้องรู้ว่า
เรามีอะไร และเราควรใช้สิ่งที่เรามีอย่างไร
๑๒. “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” : ศิลปะแห่งนโยบายต่างประเทศ
ในโลกที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน ประเทศไทยควรเดินด้วยความสุขุม
ไม่ควรสร้างความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น
ไม่ควรผูกมิตรกับฝ่ายหนึ่งจนต้องเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายหนึ่ง
และไม่ควรปล่อยให้ประเทศมหาอำนาจเป็นผู้กำหนดอนาคตของไทยแทนคนไทย
สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือ
เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาอย่างมีศักดิ์ศรี
เป็นมิตรกับจีนอย่างมีสติ
เป็นหุ้นส่วนกับอาเซียนอย่างจริงจัง
และเป็นตัวของตัวเองในเวทีโลก
นี่คือการต่างประเทศแบบ
“บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น”
คือไม่ทำร้ายมิตร
ไม่สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้ง ผลประโยชน์แห่งชาติ
บทส่งท้าย
เมื่อ USS Abraham Lincoln จากไป สิ่งใดควรเหลืออยู่?
เรือ USS Abraham Lincoln ได้ออกจากประเทศไทยแล้วหลังการแวะพักประมาณ ๕ วัน
เรือจะเดินทางต่อไป
กำลังพลจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่
และชีวิตในประเทศไทยก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
แต่สิ่งที่ควรเหลืออยู่มิใช่เพียงภาพถ่ายของเรือรบขนาดมหึมา
สิ่งที่ควรเหลืออยู่คือ บทเรียนทางการทูต
ว่าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องรู้จักโลกให้มากขึ้น
ต้องเข้าใจสหรัฐอเมริกา
ต้องเข้าใจจีน
ต้องเข้าใจอินเดีย
ต้องเข้าใจญี่ปุ่น
ต้องเข้าใจอาเซียน
และที่สำคัญที่สุด
ต้องเข้าใจ ประเทศไทยของเราเอง
เพราะการต่างประเทศที่ดีมิใช่การถามว่า
“เราจะอยู่ข้างใคร?”
เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า
“เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถอยู่ร่วมกับทุกฝ่ายได้ โดยรักษาอธิปไตย ศักดิ์ศรี และผลประโยชน์ของชาติไว้ได้?”
การมาเยือนของเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์นจึงมิใช่เพียงเรื่องของกองทัพเรือสหรัฐฯ
แต่เป็นหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดให้เราเห็น การเมืองโลก ภูมิรัฐศาสตร์ อำนาจทางทะเล การทูต เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
และบางทีบทเรียนที่สำคัญที่สุดก็คือ
ในโลกที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน ประเทศที่ฉลาดที่สุดมิใช่ประเทศที่เลือกศัตรูเก่งที่สุด แต่คือประเทศที่รักษามิตรไว้ได้มากที่สุด โดยไม่สูญเสียผลประโยชน์ของตนเอง
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
============
ลิงก์สำนักพิมพ์ทองใบในMeb: https://www.mebmarket.com/p/thongbai

